«

»

May 26

Print this Post

7 โรคร้ายทางการเงิน

คุณเป็นเหมือนกับคนส่วนใหญ่หรือไม่ ที่จะต้องรอให้ป่วยก่อน แล้วจึงจะค่อยไปหาหมอ การวางแผนการเงินที่ดีพอ จะทำให้คุณทราบว่า คุณนั้นป่วยเป็นโรคอะไรอยู่ หรือกำลังจะป่วยเป็นโรคอะไรก่อนที่โรคร้ายเหล่านั้นจะเกิดขึ้นนั่นเอง แต่ที่น่าตกใจก็ คือ ปัจจุบันหลายคนไม่รู้ว่าความเสี่ยงในชีวิตมีอะไรบ้างน่ะสิครับ และนี้ก็คือ 7 โรคร้ายทางการเงิน

โรคระบบการเงินบกพร่อง

โรคร้ายแรงโรคแรก คือ โรคสำหรับคนที่ไม่ได้วางแผน ไม่มีเป้าหมายทางการเงิน ไม่มีกลยุทธ์ และวิธีการทางการเงิน คีย์เวิร์ดของการวางแผนทางการเงิน คือ การประมาณรายจ่ายในอนาคตอย่างถูกต้อง และการเตรียมรายรับในอนาคตที่มาจากสินทรัพย์ให้เพียงพอ ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร รายได้จากสินทรัพย์ (Income from Assets) หารด้วย รายจ่ายที่คาดการณ์ (Estimated Expenses) จะต้องมากกว่า 1

รายรับได้จากสินทรัพย์ (Income from Assets) ก็คือ สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ แม้ตัวเราจะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม การคำนวณนั้นห้ามนำรายได้จากการทำงานที่เกิดจากตัวของเราเอง (Income from Human) ไปคำนวณนะครับ ใครที่คำนวณแล้วได้มากกว่า 1 พวกเราก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณได้มีอิสระภาพทางการเงินเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้ น่าอิจฉาจริงๆครับ

ส่วนใครที่คำนวณแล้วได้น้อยกว่า 1 อย่าเพิ่งตกใจนะครับ การวางแผนที่ดีพอ คือ คำตอบครับ ดังนั้นถ้าอยากวางแผนการเงินให้ได้ผลดี ก็ต้องรู้จักเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองเกี่ยวกับการใช้เงินก่อน คนบางคนอาจกลัวที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่ที่จริงแล้วควรคิดไว้เสมอว่าความสำเร็จบางอย่างก็มักจะมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงเสมอ

โรคภูมิแพ้(วินัย)ตัวเอง

คนที่เป็นโรคนี้มักคิดว่าตนเองมี “เหตุผลที่ดี” ที่จะผัดผ่อนการออม และการลงทุนออกไปก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งหมดเป็นเพียง “ข้ออ้าง” ที่เกิดจากทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวการออม และการลงทุนเท่านั้นเอง เพราะคนเหล่านั้นไม่เห็นความสำคัญของการออม การลงทุน ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราควร “ออมทันที และทยอยลงทุนไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอมีเงินเยอะๆ โดยเริ่มออมทีละเล็กทีละน้อย ออมเงินทุกครั้งที่มีรายได้ และท่องไว้เสมอว่า “จ่ายให้ตัวเองก่อน (Play yourself first)”

ดังนั้น คุณหาได้มากน้อยเท่าไหร่ไม่สำคัญ จ่ายมากน้อยเท่าไหร่เป็นเรื่องสำคัญกว่า คือต้องใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ การออมเงิน และการลงทุนจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล แต่ต่อให้รายได้น้อยขนาดไหน หากมีจุดเริ่มต้นแล้วคุณจะไปต่อได้แน่ จะมากจะน้อยนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่นี้ก็คือโอกาสที่จะก้าว เพื่อที่จะหาก้าวต่อๆไปนั่นเองครับ

โรคทรัพย์จาง

เคยหรือไม่ครับ ที่คุณซื้อ ซื้อและก็ซื้อจนบางทีถามตัวเองว่า อันนี้เราซื้อมาทำไมกันนะ ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาจบที่คำว่า “รู้งี้” รู้งี้วันนั้นไม่ซื้อดีกว่า รู้งี้อย่างนั้น รู้งี้อย่างนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้วแก้ยังไงก็แก้ไขไม่ได้ แล้วก็ต้องกลับเข้าสู่วงจรเดิมสู่คำว่า “รู้งี้”

เพราะฉะนั้น การวางแผนการใช้จ่าย (Consumption Planning) จะช่วยรักษาโรคทรัพย์จางของคุญได้ ซึ่งอาการของคนที่เป็นโรคนี้ คือคนที่มีอารมณ์ Greed เหนืออารมณ์ Need มีโอกาสเมื่อไรเป็นต้องซื้อของที่จำไม่เป็น เช่น ของสมัยนิยม หรือของใช้สิ้นเปลืองต่างๆ ที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น เพื่อสนองอารมณ์ Greed ของตัวเองในขณะนั้น

โรคนี้ถือว่าเป็นโรคฮอตฮิตในหมู่สาวๆ โดยเฉพาะถ้ามีการติดป้ายลดราคาละก้อ จะยิ่งกระตุ้นต่อมอยากมากยิ่งขึ้นไปอีก  ดังนั้นการวางแผนการใช้จ่าย รวมทั้งการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะทำให้คุญได้รู้ว่า คุณจะต้องจัดสรรรายได้ และรายจ่ายของตนเองอย่างไร จริงอยู่การช้อปปิ้ง คือ ความสุขของคุญผู้หญิงหลายๆคน แต่ถ้าเค้าเหล่านั้นหากได้ลองวางแผนการใช้จ่าย (Consumption Planning) ดูแล้ว ก็จะรู้ได้ทันทีว่านี้คือ ความสุขเพื่อก่อความทุกข์ นั่นเองครับ

โรคหนี้อุดตันเส้นเลือด

คนเป็นโรคนี้เกิดจากการใช้จ่ายเงินเกินรายได้ของตนเอง การก่อหนี้ควรจะสร้างหนี้ที่เป็น Investment Debt ไม่ใช่ Consumption Debt เพราะ Investment Debt คือหนี้ที่เราได้สร้างขึ้นเพื่อให้ก่อรายได้ในอนาคต แต่ในทางกลับกัน Consumption Debt คือหนี้ที่เราสร้างขึ้นเพื่อบริโภค และ 70% เป็นการสร้างหนี้บริโภคที่เกินความจำเป็น

ปัญหาของโรคนี้ส่วนใหญ่จะมาจากรายได้ลดลง แต่รายจ่ายเท่าเดิม ทำให้ต้องพยายามหมุนเงิน โดยหาเงิน(กู้)จากที่อื่น เพื่อให้พอกับรายจ่าย โรคนี้ถ้าปล่อยไว้นานๆ หลอดเลือดการเงินของเราอาจตีบตันได้ เพราะดอกเบี้ยของหนี้เหล่านี้สูงไม่น้อย ดังนั้นพอรู้สาเหตุแล้วเราควรจะทำบัญชีหนี้สิน สรุปยอดหนี้ทั้งหมดออกมาว่าเป็นหนี้ใครบ้าง จำนวนเท่าใด ดอกเบี้ยเท่าไร แล้วค่อยๆทยอยชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงที่สุดออกไปก่อน

โรคเส้นเลือดเงินสำรองตีบ

เงินสด คือ เงินสำรองที่เราต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาสภาพคล่องให้พอดีเปรียบเสมือนกระแสเลือดที่ไหลเวียนในร่างกาย  พวกเราคิดว่าคนทุกคนน่าจะมีเงินในส่วนนี้กันแล้ว เพียงแต่บางคนอาจจะยังไม่รู้เท่านั้นเองว่า ควรถือเงินสดไว้ในธนาคารจำนวนเท่าไรจึงจะพอเหมาะพอดี ดังนั้นอัตราส่วนที่ทั่วโลกยอมรับกันก็คือ ควรถือสำรองเงินสดไว้ประมาณ 3 – 6 เดือนของรายจ่ายต่อเดือนครับ ดังนั้นใครที่มีรายจ่ายต่อเดือน เดือนละ 10,000 บาท ก็ควรสำรองเงินสดไว้ประมาณ 30,000 – 60,000 บาท แล้วเงินสำรองเหล่านี้มีไว้เพื่ออะไรกันละ ก็เพื่อการเตรียมการณ์หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น เงินสำรองเหล่านี้จะช่วยเราให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างน้อย 6 เดือน เผื่อตกงาน หรือไม่สามารถทำงานหารายได้ จนกว่าเราจะหางานใหม่ได้ หรือกลับมาทำงานได้ใหม่อีกครั้งนั้นเองครับ

โรคมะเร็งบัตรเครดิต

บัตรเครดิตถือว่ามีความจำเป็นในด้านการเงินเป็นอย่างมาก เพราะให้ทั้งความสะดวกในการพกพา โดยเราไม่ต้องถือเงินสดติดตัวมากๆ และยังให้ส่วนลด (Cash Back) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของเราได้อีกด้วย เพราะแค่นี้ก็เท่ากับว่าคุณใช้เงินแค่ 70-80% ต่อการใช้จ่ายครั้งนั้นเท่านั้นเอง โดยโรคมะเร็งบัตรเครดิตนี้เกิดจากความมักง่าย และการขาดวินัย เช่น การกินอาหารผัดๆ มันๆ ทอดๆ อะไรก็ได้ง่ายๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่งก็ไม่ต่างกับการรูดปรื้ด ที่เพียงแค่ตวัดปลายปากกาเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการก่อหนี้สิน โดยตามกฎ 20:10 ซึ่งเป็นกฎเกี่ยวกับการบริหารหนี้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมจึงไม่ควรเกิน 20% (ไม่รวมค่าผ่อนบ้าน) และค่าใช้จ่ายประจำเดือนไม่ควรเกิน 10 % ของรายได้สุทธิของตัวเองในแต่ละเดือน ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืมเมื่อบวกรวมกับค่าใช้จ่ายประจำเดือน ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน ดังนั้นบัตรเครดิตก็เปรียบเช่นดาบ 2 คม เราควรจะรู้วิธีการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง

โรคพอร์ตระยะสุดท้าย

มีคำกล่าวเรื่องหลักการลงทุนไว้ว่า การลงทุนก็เหมือนกับการค้าขาย พยายามซื้อถูกแล้วไปขายแพง ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะยากลำบากแต่อย่างใด แต่พอเอาเข้าจริงๆ จะมีนักลงทุนสักกี่คนที่ทำได้ โดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่เข้าใจตลาดหุ้นดีพอ เห็นการเล่นหุ้นเหมือนการเล่นขายของคงได้กำไรง่ายๆ แต่หลังจากเริ่มลงทุนไปได้สักระยะหนึ่งก็ชักจะรู้สึกว่าถูกหุ้นเล่นแทนที่จะเล่นหุ้น ที่เคยมีคนบอกว่าเล่นหุ้นแล้วได้กำไรง่าย ชักไม่จริงดังว่า ยิ่งซื้อยิ่งติด ยิ่งซื้อหุ้นยิ่งลง แล้วจะทำอย่างไรดี

ดังนั้นในโลกของการลงทุนการมีสติเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวลือ การตามกระแส จะเข้ามาทำลายความมั่นคงทางอารมณ์ของเรา ใครที่ลงทุนด้วยความโลภจะขาดความมั่นคงทางจิตใจ อารมณ์จะหวั่นไหวแปรปรวนไปตามข่าวลือ ยาวิเศษที่ป้องกันได้ ก็คือ ความไม่ประมาทและการมีสติ

เพราะฉะนั้น อย่าเปลี่ยนสถานภาพการลงทุนในตลาดโดยไม่มีเหตุผลที่ดีพอ เมื่อท่านตัดสินใจซื้อหรือขายแล้ว จงให้โอกาสมันตามเหตุผลที่ดีบางประการ หรือตามแผนที่กำหนดไว้ หาเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดแจ้งถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ก่อนจะซื้อหุ้นตัวหนึ่งตัวใดเสมอ ไม่ยึดเอาความรู้สึกเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เพราะราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั้น ๆ ทั้งในด้านของผลประกอบการ การทำกำไร แนวโน้มการเติบโตในอนาคตเป็นต้น แต่หุ้นจะไม่ขึ้นเพียงเพราะเรารู้สึกว่าอยากจะขึ้นครับ

Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=604

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>