«

»

Mar 28

Print this Post

วิธีการขอเครดิตภาษีเงินปันผล

การลงทุนในตราสารการเงินที่เรียกว่า “หุ้น” นั้น ให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ “กำไรจากส่วนต่างราคาของหลักทรัพย์” (Capital Gain) ซึ่งผลตอบแทนส่วนนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนที่สอง คือ “เงินปันผล” (Dividend) ซึ่งผลตอบแทนส่วนนี้เองที่เราต้องเสียภาษีให้แก่สรรพากร  โดยเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ.ที่จ่ายเป็นจำนวน 10% นั่นหมายความว่า หากหุ้นของบริษัทที่เราซื้อไว้ ประกาศจ่ายเงินปันผล 10 บาทต่อหุ้น โดยที่เราถือครองหุ้นอยู่ 1,000 หุ้น เราก็จะได้รับเงินปันผลเท่ากับ 10,000 บาท โดยรัฐจะหักภาษีเราไป 10% หรือ 1,000 บาท ดังนั้นเงินได้สุทธิของเราก็คือ 9,000 บาทนั่นเองครับ

โดยหลักการของบริษัทก็คือ กำไรแล้วจ่ายเงินปันผล (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท) แต่กำไรสุทธิที่ได้ นั่นคือ รายได้ที่บริษัทหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกไปหมดแล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง จะรวมภาษีที่บริษัทต้องจ่ายให้สรรพากรไปด้วย ดังนั้น เมื่อจ่ายเงินปันผลออกมาให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้ว ผู้ถือหุ้นยังต้องมาถูกหักภาษี ณ. ที่จ่ายอีก กฎหมายถือว่าเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นภาครัฐจึงอนุญาตให้ ผู้ถือหุ้นสามารถทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้ ทั้งนี้เราสามารถดูได้จากหนังสือรับรองหักภาษี ณ. ที่จ่าย ว่าบริษัทที่เราลงทุนอยู่ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราเท่าไร ซึ่งเรายังต้องเก็บหนังสือรับรองนี้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานให้สรรพากร ในกรณีที่สรรพากรขอหลักฐานเพิ่มเติมภายหลังด้วย

เพื่อให้เพื่อนๆเห็นภาพ จึงขอยกตัวอย่างให้ได้ดูกัน สมมุติว่าผมมีหุ้น AAA อยู่จำนวน 1,000 หุ้น ประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 10 บาท ได้รับเงินปันผลก่อนหักภาษี ณ. ที่จ่ายเท่ากับ 10,000 บาท หักภาษี ณ. ที่จ่ายไป 10% หรือ 1,000 บาท ดังนั้น คงเหลือรับสุทธิเท่ากับ 9,000 บาท โดยที่หุ้น AAA เสียภาษีในอัตรา  30% ดังนั้น วิธีการทำเครดิตภาษีเงินปันผล คือ 10,000*(30%/100% – 30%) หรือ 10,000*3/7 = 4,285.71 บาท ตัวเลข 4,285.71 บาท คือ เงินส่วนที่สรรพากรได้หักภาษีนิติบุคคลไป ส่วนเงินก้อน 1,000 บาท คือ ภาษีหัก ณ. ที่จ่าย ดังนั้น เราโดนหักภาษีไปทั้งสิ้นรวม 5,285.71 บาท

ดังนั้นปัจจัยที่ควรพิจารณาว่า เราควรใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่ เริ่มจากการหาจุดคุ้มทุนของเราเองก่อนนะครับ

1. ฐานภาษีเงินได้ของเราเองเป็นเท่าไร (อัตราภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา คือ 10%, 20%, 30% และ 37%)
2. เราได้รับเงินปันผลจากบริษัทที่เสียภาษีในอัตราเท่าไร (อัตราภาษีเงินได้ของนิติบุคคล คือ 15%, 20%, 25%, และ 30%)

ถ้าฐานภาษีเงินได้ของเรา > อัตราภาษีของบริษัท ดังนั้น เราไม่ควรใช้เครดิตภาษีเงินปันผล

ถ้าฐานภาษีเงินได้ของเรา < อัตราภาษีของบริษัท ดังนั้น เราควรใช้เครดิตภาษีเงินปันผล

จะเห็นได้ว่า ถ้าฐานเงินได้ของเรายิ่งน้อยเท่าไร การเครดิตภาษีจากเงินปันผลจะได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นในแต่ละปีจะมีผู้ไล่ล่าเงินปันผลเพื่อกาลนี้โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าซื้อเพื่อเอาเงินปันผล ได้เงินปันผลก็ขายหุ้นออก เอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นๆเพื่อได้เงินปันผลอีก หมุนเงินอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อทำเงินจากการขอเครดิตภาษีจากเงินปันผลโดยเฉพาะ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเคล็ดลับภาษีเล็กๆน้อยๆ ลองทำกันดูครับ ไม่ยากอย่างที่คิดครับ

McTip: การเมืองสำคัญที่ Know Who การเงินสำคัญที่ Know How

Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=563

2 comments

  1. Oad

    30%/100% – 30% <— ไม่เข้าใจสมการนี้อ่า

  2. McLynch

    คือสมการใช้คำนวณภาษีเงินปันผลครับ = อัตราภาษีนิติบุคคล/(100 – อัตรภาษีนิติบุคคล)
    แต่จะอัตราเท่าไร ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทที่เราลงทุน เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละเท่าไร

    ภาษีร้อยละ 30 – ใช้ Multiplier 3/7
    ภาษีร้อยละ 25 – ใช้ Multiplier 2.5/7.5
    ภาษีร้อยละ 20 – ใช้ Multiplier 2/8

    ถ้าบริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา ก็จะแยกคำนวณตามเงินปันผลในแต่ละอัตรา ซึ่งจะระบุชัดเจนอยู่ในหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>