ในแง่ของการวางแผนทางการเงิน การซื้อบ้านถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะสามารถให้เช่าหรือขายต่อในอนาคตได้ แถมราคาของที่อยู่อาศัยยังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ที่สำคัญยังสามารถซื้อไว้เก็งกำไรได้ ผิดจากสินทรัพย์อื่นๆ อย่างรถยนต์หรือเครื่องจักร ที่ยิ่งนานวัน ราคายิ่งตกลงๆ ส่วนใครจะเหมาะกับที่อยู่อาศัยแบบใดนั้น เราจำเป็นต้องถามตัวเองให้ดีๆ และศึกษาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียก่อนตัดสินใจ ข้อดีของการซื้อบ้าน คือ มีต้นทุนในการอยู่อาศัยคงที่ ในขณะที่การเช่าบ้าน เราต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นผู้ที่กู้เงินเพื่อซื้อบ้านยังได้รับการลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยจ่าย ค่าผ่อนบ้านอีกด้วย ในขณะที่คนเช่าบ้านจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ส่วนข้อเสียของการซื้อบ้าน คือ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่เงินดาวน์ก้อนใหญ่ และภาระผ่อนชำระบวกดอกเบี้ยที่อาจจะกินเวลาเป็น 20-30 ปีขึ้นไป บวกกับภาระในการดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในบ้านจิปาถะ หากบริหารเงินไม่ดี ขาดส่งธนาคารนานๆ อาจถูกยึดบ้านเพื่อบังคับจำนองได้ ซึ่งถ้าค้างชำระจำนวนหลายงวดติดต่อกัน ดอกเบี้ยบวกเงินต้นก็อาจจะสูงกว่ามูลค่าตลาดของบ้านหลังนั้นได้ ซึ่งพอถึงตอนนั้นผู้กู้อาจจะถูกไล่เบี้ยในทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อมาขายทอดตลาดชำระหนี้เพิ่มเติมอีกก็ได้ เห็นข้อดีข้อเสียระหว่างการซื้อกับการเช่าแล้ว ถัดมาเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจด้วย คือ เรื่องของราคาบ้าน อัตราดอกเบี้ยในการกู้เงิน สิทธิประโยชน์ทางภาษีของการซื้อบ้าน ระยะเวลาที่คาดว่าจะอาศัยในบ้านหลังนั้น รวมถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงราคาบ้านในช่วงเวลานั้นว่าจะเพิ่มขึ้นหรือต่ำลง ส่วนปัจจัยอื่นๆ ยังมีเรื่องของการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของการเช่าบ้านหรือซื้อบ้าน โดยค่าใช้จ่ายจากการเช่าบ้านจะได้แก่ ค่าเช่าในแต่ละเดือน ค่าเบี้ยประกันภัยในแต่ละเดือนที่ผู้เช่าจะต้องจ่ายให้กับผู้ให้เช่า ส่วนค่าใช้จ่ายจากการซื้อบ้านจะประกอบไปด้วย ค่างวดผ่อนส่งในแต่ละเดือน ค่าเบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายตามสัญญาเงินกู้กับผู้ให้กู้ ค่าดูแลรักษาทรัพย์สินต่างๆ …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=709
Mar 06
ถึงเวลาลงทุนในหุ้นปันผล
ถึงตอนนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของเราปรับตัวสูงขึ้นมากภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ทั้งๆที่มีเหตุการณ์น้ำท่วม ข่าวการถูกขึ้นบัญชีดำของประเทศที่ต้องเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน ข่าวระเบิดกลางเมือง รวมถึงข่าวจากภายนอกประเทศหลายเรื่องที่น่าจะส่งผลกระทบเชิงลบกับเรา แต่ก็ไม่สามารถสั่นคลอนให้ดัชนีลดลงได้เลย ถึงตอนนี้เริ่มมีคนถามว่าตลาดขึ้นมาสูงไปหรือยัง กรอบดัชนีที่เหล่านักวิเคราะห์ฯวางไว้ตอนต้นปีสงสัยจะต้องปรับกับใหม่อีกรอบหรือเปล่า ทิศทางต่อจากนี้ยังคงจะไปต่อได้หรือไม่ หากท่านเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบเดียวกันนี้ ทางออกในการลงทุนที่น่าจะเหมาะสมที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือ “หุ้นปันผล” ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นหุ้นปันผล เหตุผลเป็นเพราะเวลาตลาดเผชิญกับภาวะที่ไม่แน่นอน หรือมีโอกาสปรับลงมากกว่าขึ้น หุ้นที่อยู่ในกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงมากหรือลงก็จะไม่ลงมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสูงขึ้นเมื่อราคาหุ้นปรับลดลง จนกระทั่งถึงระดับที่อัตราผลตอบแทนดึงดูดนักลงทุน จะมีแรงซื้อเข้ามาพยุงไว้ไม่ให้ราคาหุ้นนั้นๆลดลงมาก ถ้าลองศึกษาถึงอัตราผลตอบแทนของหุ้นปันผล จะพบว่า ในระยะยาวผลตอบแทนจากเงินปันผล คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นในระยะยาว ซึ่งหากดูข้อมูลดัชนีตลาดหลักทรัพย์ย้อนหลัง 10 ปี (2545-2554) อัตราผลตอบแทนตลอดช่วงระยะเวลาการลงทุนเท่ากับ 322.9% โดยเป็นผลตอบแทนจากส่วนของราคา 187.60% หมายความว่าอีก 135.28% เป็นผลตอบแทนจากส่วนของเงินปันผลและการนำเงินปันผลไปลงทุนต่อ (Re-investment) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 42% ของผลตอบแทนรวม เห็นได้ว่าต่อให้ราคาลงมามากๆ ผลตอบแทนจากเงินปันผลจะเป็นตัวชดเชยผลขาดทุนจากการลดลงของราคา นอกจากนี้แล้วยังพบอีกว่า ในระยะยาวหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง ส่วนมากจะให้ผลตอบแทนมากกว่าหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่ำกว่า โดยจากการนำเอาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ระหว่างปี 2550-2554 มาศึกษาโดยแบ่งหุ้นออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกจ่ายปันผลมากกว่า 3% และอีกกลุ่มหนึ่งจ่ายปันผลน้อยกว่า 3% เมื่อนำมาผลตอบแทนมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด พบว่ากลุ่มที่จ่ายปันผลมากกว่า 3% …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=717
Feb 19
You Are What You Think
เงิน 5,000 บาท จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนแต่ละคน เคยหรือไหมครับ ที่เวลาคุณไปรับประทานอาหาร แม้ว่าอาหารจะเป็นจานเดียวกันแท้ๆ คนนึงบอกอร่อย แต่อีกคนกลับบอกไม่อร่อย เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะคนเรานั้น มีทัศนคติที่ต่างกัน คนที่ชอบมองเงิน 5,000 บาท ว่ามีค่าน้อย เค้าจะมองเฉพาะปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน คนที่มองเงิน 5,000 บาท ว่ามีค่าเยอะนี้สิ คนกลุ่มนี้จะมองไปที่อนาคต แล้วนำอนาคตมากำหนดพฤติกรรมในปัจจุบัน หรือพูดง่ายๆว่า นำเป้าหมายมากำหนดการกระทำนั่นเอง มีผู้ใหญ่ท่านนึงเคยบอกพวกเราว่า ”99% ของมนุษย์จะคิดถึงอนาคต โดยมองจากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในขณะที่มีเพียงแค่ 1% ของมนุษย์เท่านั้น ที่มองภาพจากอนาคตเพื่อกำหนดพฤติกรรมในปัจจุบัน” คุณล่ะ เป็นประเภทไหน? คุณเคยสงสัยกับตัวเองไหมว่า ทำไมทุกๆสิ้นเดือน ถึงได้มีคนมาต่อแถวรอทวงเงินกับคุณตั้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าโทรศัพท์, ค่าบัตรเครดิต, ค่าผ่อน, ค่าเช่า และค่าจิปาถะอื่นๆอีกตั้งมากมาย และสุดปลายแถวนั่นเอง ก็จะมีคนแก่ๆที่หน้าตาเหมือนตัวคุณเองมาต่อแถวรวมอยู่ด้วย แต่คุณกลับไม่เคยให้เงินคนแก่คนนั้นเลยสักบาท คนแก่คนนั้น คือใคร? คนแก่คนนั้น คือ ตัวคุณเองนั่นล่ะครับ! คนแก่คนนั้น …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=689
Dec 19
กลยุทธ์ลดหย่อนภาษี โค้งสุดท้ายกับกองทุน LTF
นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ เปิดทำการซื้อขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน 2518 จนถึงปีปัจจุบัน 2554 ได้มีบทสรุปออกมาแล้วว่าในรอบ 36 ปี ที่ผ่านมา นักลงทุนจะต้องเผชิญกับ “ตลาดหมี” มากกว่า “ตลาดกระทิง” หรือสรุปง่ายๆว่า เจอกับตลาดขาลงมากกว่าขาขึ้นนั้นเอง ตลอดเวลา 36 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นบ้านเราอยู่ในช่วงขาขึ้น 13 ปี แต่กลับอยู่ในช่วงขาลงถึง 23 ปีเลยทีเดียว ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นจะเป็นช่วง ขาลงมากกว่าขาขึ้นเกือบเท่าตัว! และในช่วงนี้ก็เช่นกัน ถ้าได้ติดตามข้อมูลการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าของนักเศรษฐศาสตร์ หรือนักวิเคราะห์จากแหล่งต่างๆทั่วโลก ส่วนใหญ่ต่างมีมุมมองในปีหน้าที่ไม่ดีนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงวิกฤตจากยุโรป ที่มีความเป็นไปได้ว่า ปัญหาเหล่านั้นจะ “เอา(ไม่)อยู่” ซึ่งคาดว่า เราคงจะได้เห็นตลาดหุ้น อยู่ในช่วงตลาดหมีกันอีกรอบ ดังนั้นสำหรับคนที่ยังไม่ได้จัดการวางแผนภาษีของตัวเองและจำเป็นต้องซื้อก่อนสิ้นปีนี้ พวกเราอยากจะแนะนำให้พิจารณาซื้อกองทุน LTF ที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นเอาไว้ เพื่อลดความผันผวนในการลงทุน โดยเลือกกองทุน LTF ที่มีตราสารอนุพันธ์ Short SET50 Futures (ตราสารอนุพันธ์ Short จะวิ่งสวนทางกับตลาดหุ้นขาขึ้น) เพื่อรักษา NAV …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=682
Aug 25
อีกหนึ่งวิธีในการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงปลายปี หลายท่านเริ่มตระหนักถึงเรื่องการลดหย่อนภาษีกันแล้ว หลายๆสถาบันการเงินต่างเริ่มทยอยกันออกโปรโมชั่นต่างๆเพื่อดึงดูดพวกเราไปลงทุน วันนี้พวกเรา McLynch จึงอยากให้ทุกท่านทำความเข้าใจกับวิธีการลดหย่อนภาษี ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจลงทุนโดยที่ไม่มีความรุ้เกี่ยวกับสิ่งที่ท่านได้ซื้อลงทุนไปด้วยซ้ำ โดยการลดหย่อนภาษีนั้น ทำได้หลากหลายวิธี สำหรับวิธีการที่พวกเราจะนำมาเสนอนั้นเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมกันมากที่สุด ซึ่งก็คือการลงทุนในกองทุนรวมที่เรียกว่า กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการลงทุน ดังต่อไปนี้ จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้และยื่นภาษีในประเทศไทย ลงทุนได้ไม่เกิน 15%ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ต่อปี ลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปีปฏิทิน สิทธิปรโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจาก LTF จะมีผลใช้ได้จนถึงยอดเงินลงทุนซื้อหน่วยของปี 2559 เท่านั้น ถัดมาเรามาดูตัวอย่างให้ชัดเจนมากขึ้นจากตัวอย่างง่ายๆด้านล่างนี้ครับ ตัวอย่างของการลดหย่อนภาษีโดยซื้อหน่วยลงทุนระยะยาว (Long term Equity Fund) นาง ยิ่งรัก มีเงินได้ต่อเดือน 50,000 บาท เพราะฉะนั้นเงินได้ตลอดปีภาษีจะอยู่ที่ 600,000 บาทต่อปี เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว 60,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 30,000 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิ 510,000 บาท โดยที่ 150,000 …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=676
Aug 15
คุณมีวิธีการบริหารเงิน และมีเป้าหมายทางการเงินอย่างไร
คุณโม้ย อายุ 68 อาชีพเกษียณอายุ “ป้าเกษียณแล้วล่ะ เงินสดเกือบทั้งหมดของป้าก็เอาไปฝากประจำกับธนาคารหมดเลย ส่วนเงินฝากออมทรัพย์ก็จะมีที่ลูกๆฝากไว้ให้ใช้ทุกๆเดือนอยู่บ้าง นอกจากฝากเงินธนาคารแล้วป้าก็ไม่ค่อยเชื่อในระบบอื่นแล้วล่ะ เมื่อก่อนก็เคยใช้บัตรเครดิตอยู่บ้างนะ แต่ป้ามีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับบัตรเครดิต อาจจะเป็นเพราะป้าได้รับรายละเอียดของบัตรทีไม่เหมาะสมด้วย” คุณรินทร์ อายุ 24 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน “เรื่องการเงินเมื่อก่อนเราคิดว่า เราไม่ค่อยมีเวลาบริหารเงินเท่าไร แต่พอเริ่มทำงานมุมมองการเงินบางอย่างก็เปลี่ยนไป เราจึงกล้าที่จะลงทุนมากขึ้น ส่วนใหญ่เราจะลงทุนในรูปแบบพันธบัตร เพราะเราชื่นชอบการลงทุนแบบ Defensive (การลงทุนเชิงรับ) อยู่แล้ว โดยจะลงทุนผ่านในรูปแบบของกองทุนรวม เพราะเราคิดว่ามีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งๆคอยดูแลให้เราอยู่ จึงรับความเสี่ยงได้มากขึ้น” คุณแนน อายุ 26 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน “มีซื้อกองทุนรวมอยู่นะ แต่หุ้นคิดว่าคงยังไม่มีความรู้พอ โดยส่วนตัวชอบนำเงินไปสร้างสินทรัพย์ที่จับต้องได้มากกว่า แบบเอาเงินไปทำธุรกิจอะไรอย่างงี้ ตอนนี้ที่บ้านก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกอยู่ คิดว่าจะเอาเงินไปต่อยอดทางด้านนี้มากกว่า และตอนนี้ก็มีเปิดร้านเสื้อผ้ากับเพื่อนขำๆ (หัวเราะ)” คุณอิ๋งอิ๋ง และ คุณแหวน อายุ 23 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน “เพิ่งไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมาเมื่อวานเลยเนี้ย (หัวเราะ) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารน้อยมากไม่ไหวหรอก ช่วงนี้จะเข้าฟังสัมมนาการเงินการลงทุนที่จัดโดยสถาบันการเงินต่างๆบ่อยมาก ตอนนี้คิดว่าอยากได้ความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์การลงทุนโดยตรงมากกว่าข้อมูลที่ได้จากบริษัทหลักทรัพย์ คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์มากกว่ามาก มีความฝันว่าจะเกษียณอายุตอน 35 ปี …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=656
Aug 01
เป้าหมายเพื่อผลตอบแทนเฉลี่ยขั้นต่ำ 25% (ตอนที่ 1)
หากเรามองดูผลตอบแทนจากการลงทุนของ หลักทรัพย์ต่างๆรอบตัวเรา เราจะพบว่า ผลตอบแทนเงินฝากประจำอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี ผลตอบแทนเฉลี่ยของพันธบัตรอยู่ที่ 5% ต่อปีโดยประมาณ ผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 12% แต่…ผลตอบแทนของนักลงทุน VI แบบมุ่งเน้นการเติบโต อยู่ที่ 25% ต่อปี แล้วคุณรู้ความหรือไม่ ? หากเราหวังให้เงินต้นเราเพิ่มขึ้น 10 เท่า ถ้าเราลงทุนในเงินฝากธนาคาร เราจะต้องใช้เวลาถึง 117 ปี กว่าที่ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ถ้าเราเลือกพันธบัตร เราจะใช้เวลา 48 ปี ถ้าหากเราเลือกลงทุนในกองทุนอิงดัชนีหลักทรัพย์ เราจะใช้เวลาน้อยลง เหลือแค่ 21 ปี แต่…ถ้าเราเลือกวิธีการลงทุนแบบ VI (แบบถูกทาง และถูกวิธี) เราจะใช้เวลาแค่ 11 ปี (คิดแบบคร่าวๆ) คิดง่ายๆ ถ้าเราลงทุนด้วยวิธีนี้ ด้วยเงินต้น 1 แสนบาท 11 ปี เงิน 1 …
Permanent link to this article: http://www.mclynch.com/?p=642







